วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

จากใจ “ผู้จัดการโรงงาน” ฝากถึงน้อง ๆ วิศวกรโรงงาน

ภาพบรรยากาศการทำงานในโรงงาน
ปัจจุบันการสมัุครงานโรงงานในตำแหน่ง “วิศวกร” อาจจะไม่ง่ายเหมือนสมัยก่อนมากนัก เนื่องจากความต้องการทางด้านตลาดลดลง และ แต่ละปีในแต่ละมหาลัยหรือแต่ละสถาบันก็ผลิตหนุ่มสาววิศวกรออกมาในแต่ละปีไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นทางภาครัฐหรือเอกชล

โดยเฉพาะปัจจุบันที่ตลาด AEC (Asian Economics Committees) ได้เปิดอย่างเป็นทางการ ทำให้แรงงานทางด้านวิศกรของประเทศเพื่อนบ้านก็หันมามองประเทศไทยเป็นแหล่งหางาน ที่พูดมายังไม่รวม ประเทศอินเดีย ซึ่งวิศวกรบ้านเค้าค่าแรงไม่สูงมาก รวมถึงหลายคนต้องการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมจากประเทศเค้ามาทำงานในต่างประเทศ ดังนั้นปริมาณแรงงานของหนุ่มสาววิศวกรในปัจจุบันถือว่าเพียงพอต่อความต้องการแน่นอน (Demand < Supply )

อีกนัยหนึ่งพนักงานวิศวกรที่ทำงานในบริษัท หรือ โรงงานอุตสาหกรรมแล้ว ก็ยังอยู่ยิ่งทำให้ตลาดแรงงานของตำแหน่ง “วิศวกร” นั้น ต้องมีการแข่งขันกันพอสมควร เราจะสร้างความแตกต่างจากผู้อื่นได้อย่างไร เพื่อให้เราเป็นวิศวกร เป็นบุคลากร เป็นหนุ่มสาวไฟแรงที่สามารถฝ่าด่านการสัมภาษณ์เพื่อให้ได้งาน หรือ ถึงแม้มีงานทำอยู่แล้ว ก็สามารถได้รับผลตอบแทนหรือการประเมินเป็นที่น่าพอใจเพื่อเติบโตต่อไปในอนาคต

เนื่องจากได้มีโอกาสสัมภาษณ์ผู้จัดการโรงงานแหน่งหนึ่ง ซึ่งท่านก็มีข้อคิดดีๆ ที่น่าสนใจในมุมของผู้บริหารและผู้จัดการสายการผลิตทั้งหมดมาแชร์ให้ฟังว่า สิ่งที่บริษัท หรือ โรงงานต้องการจากน้อง ๆ หรือ หนุ่มสาวหางาน หรือ หนุ่มสาววิศกรที่กำลังทำงานอยู่ว่าควรจะปฏิบัติตัวหรือมีขีดความสามารถอะไรเพื่อรองรับกับความต้องการของผู้บริหารหรือบริษัทได้ ท่านให้เคล็ดลับง่ายมากเรียก ว่า หลัก 5 ใจ

  1. จ  เข้าใจ
  2. จ  สนใจ
  3. จ  ใส่ใจ
  4. จ  ได้ใจ
  5. จ   ด้วยใจ

ด้วยหลัก 5 จ นี้ สามารถจะทำให้เราเป็นคนที่แตกต่างได้อย่างไร เรามาลงรายละเอียดและจินตนาการไปด้วยกัน

1. จ  เข้าใจ = รู้ เข้าใจ นำไปใช้ได้ ในกฎ หลักการพื้นฐาน และทฤษฎีต่าง ๆ
การทำงานทางด้านเอ็นจะเนียริ่ง ในตำแหน่งวิศกรของบริษัทนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุด คือความรู้ และความเข้าใจในทฤษฎีหรือหลักการทำงานของแต่ละองค์ประกอบ ตามตำราที่เราเรียนมา สี่ปีที่เรียนมหาวิทยาลัย คือ สิ่งที่บ่มเพาะความรู้ทางด้านทฤษฎีให้กับเรา ไม่ต้องจำทั้งหมด แต่ต้องเข้าใจหลักพื้นฐานและต่อยอดได้ในการทำงาน ถ้าเราทำงานแบบไม่มีทฤษฎีก็เปรียบเหมือนเราทำงานแบบไม่มีหลักการ ไม่มีพื้นฐาน เหมือนบ้านมีแต่โครงสร้างแต่ไม่ได้ตอกฝังเข็ม

2. จ  สนใจ = รู้มากกว่าที่เรารับผิดชอบ เข้าใจผลกระทบ ทำไม่ทำเกิดอะไรขึ้น
ความหมายของสนใจ คือการรอบรู้ในสิ่งที่เราทำ และต้องประเมินสถานการณ์ได้ว่าสิ่งที่เราทำหรือไม่ทำจะก่อให้เกิดผลกระทบอะไร เกี่ยวข้องกับผู้ใด ทำอะไรกับใครจะส่งผลอะไรในการทำงาน มีเครื่องมืออะไรที่ทำให้เราสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้มากกว่านี้ เป็นต้น

3. จ  ใส่ใจ = รับปากต้องทำได้ (Commitment) ไม่ลืม
การทำงานแม้นเราจะเป็นคนเก่งเพียงไร แต่ถ้าทำงานแล้วไม่ใส่ใจในงานที่ทำ ไม่มีการรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้แล้วก็ แทบจะไม่มีความหมายในการสร้างคุณค่าตัวเองในการทำงานเลย และส่วนใหญ่ผู้บริหารจะมีความเก่งในเรื่องของการสังเกตุว่าผลของงานที่เราทำนั้นมาจากความใส่ใจหรือไม่

4. จ  ได้ใจ
ไม่ว่าจะทำงานอยู่ตรงส่วนไหน เราก็ต้องทำงานกับคน สิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจคือ ทำงานอย่างไรให้ได้ใจคน ที่ทำงานด้วย ให้เค้าเชื่อใจ สร้างศรัทธาให้เค้าสามารถยอมรับเราได้ สิ่งที่หนุ่มสาววิศวกรมีและได้เปรียบกว่าคนที่จบสายอื่น คือ ทฤษฎี และ ความคิดแบบเอ็นจิเนียคือการคิดอย่างมีระบบ ถ้าเราสามารถใช้จุดแข็งนี้ในการเข้าหาผู้อื่นอย่างอ่อนน้อมและช่วยเค้าได้ การทำให้พนักงาน “ได้ใจ” นั้นไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป สิ่งที่ต้องระวังคือ การไม่อวดเก่ง หรือ ดูถูกความรู้ผู้อื่นนั่นเอง

5. จ   ด้วยใจ
งานที่สร้างผลที่ยิ่งใหญ่ต้องมาจาก Passion ในตัวเรา คือ เราต้องทำงานนั้น ๆ ด้วยใจมีความหลงไหลกับมัน ต้องการทำมันออกมาเหมือนเป็นงานชิ้นสุดท้ายที่เราจะได้ทำ และโลกจะต้องจารึกผลของงานนี้เราตลอดไป หรือ ว่ารุ่นน้องมาเห็นก็จะได้สัมผัสได้ว่าสิ่งที่เราทำและหลงเหลือไว้คืองานที่มาจากก้นบึ้งของหัวใจ (Inner & Passion) ของเราเอง


การคัดเลือกคนสมัครงานเพื่อเข้าโรงงานอุตสาหกรรม

หากเรากำลังหางาน ทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับผู้ว่างงานทุกท่าน คือ การหางานในโรงงาน
งานโรงงาน
อุตสาหกรรม และสมัครงานโรงงานที่เราสนใจ โดยปกติโรงงานแต่ละที่จะมีความต้องการอัตรากำลังคนเป็นระยะ ๆ เช่น กรณีเปิดโรงงานใหม่  หรือ กรณีเปิดไลน์การผลิตใหม่ หรือ กรณีทดแทนคนลาออกเป็นต้น

ดังนั้นสิ่งที่เราต้องสนใจในคือการคัดเลือกคนสมัครงานในโรงานอุตสาหกรรม ว่าเค้ามีการคัดเลือกอย่างไร เพื่อเป็นข้อมูลของการสมัครงานของตัวเราเอง

  1. คนที่มีสุขภาพแข็งแรง ดังนั้นในวันที่เราไปสมัครงานนั้นควรจะนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ขอบตาไม่คล้ำ ไม่ทำหน้าง่วงและหาว ร่างการต้องสดชื่น ปกติทางเจ้าหน้าที่จะดูตั้งแต่วันที่เรามาเขียนใบสมัครงาน หรือ บางทีตอนที่เราไปเอาใบสมัครที่ป้อมยาม ก็จะมีผลในการตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว ซึ่งหลายคนอาจจะไม่รู้ว่าทำไมเราถึงไม่โดนเรียกสัมภาษณ์
  2. บุคลิกภาพ การแต่งกาย อันนี้สำคัญมากสำหรับการสมัครงานโรงงาน ไม่ว่าจะตำแหน่งไหน ตั้งแต่ฝ่ายผลิต ถึงหัวหน้างาน การที่เราสามารถแต่งกายได้อย่างเรียบร้อย ถูกกาละเทสะ เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง การสวมรองเท้าผ้าใบที่ขาดรุ่ย หรือ รองเท้าแตะไปสมัครงานถือเป็นสิ่งที่ไร้มารยาทและไม่ควรทำ ส่วนการแต่งกายก็ไม่ต้องถึงขนาดเอาเสื้อใส่ในกางเกงสำหรับฝ่ายผลิต แต่ก็ควรแต่งกายที่สะอาดสะอ้าน ไม่มีกลิ่นตัว เสื้อผ้าไม่ยับ กางเกงยีนส์ขาด ซีด ๆ ไม่ควรใส่มาในวันสมัครงานหรือสัมภาษณ์งานเด็ดขาด รวมถึงการระเบิดหูแล้วใส่ตุ้มหูเป็นรู ๆ ถ้าเป็นโรงงานที่มีมาตรฐานและเลือกคนได้ จะหลีกเลี่ยงที่จะไม่รับ
  3.  การพูดจา พูดดีเป็นศรีแก่ปาก พูดมากปากจะเป็นศรี และเผลอ ๆ จะไม่ได้งานด้วย ดังนั้นการพูดจาต้องรู้จักความเหมาะสม ไม่ว่าคุณจะเป็นใครอยู่ในเจนเนเรชั่นไหนก็ตาม ความเป็นตัวของตัวเองเป็นสิ่งดี แต่การพูดจาให้เหมาะสมก็เป็นสิ่งที่ต้องการในสังคม โดยเฉพาะช่วงที่เราหางานโรงงาน หรือ ที่หางานบริษัท ต่าง ๆ ก็ตาม จงพูดเมื่อเค้าถาม หรือ ถ้าสงสัยไม่เข้าใจ ให้พูดว่า “ขอโทษค่ะ/ครับ” ตรงนี้หรือ มีบางอย่างไม่เข้าใจ ขอถาม ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เจ้าหน้าที่ที่ดูแลการหาคน หรือ รปภ จะสำรวจหมด ดังนั้นไปหางานคราวหน้าเราต้องพูดจาดีกับ รปภ ด้วยนะคะ
  4. มารยาท รวมหมายถึง มารยาทการเข้าสังคม มารยาทการอยู่ร่วมกับผู้อื่น หรือ มารยาทในการให้เกียรติผู้อื่น สิ่งที่เป็นพื้นฐานทางด้านพฤติกรรมของมนุษย์ ที่เจ้าหน้าที่สรรหาจะมองเป็นอันดับต้น ๆ นอกเหนือจากความรู้ ความสามารถของบุคลากรที่เข้ามาสมัครงานโรงงาน หรือ หางานโรงงาน สิ่งที่แนะนำคือ การไหว้ เมื่อเราพบกันครั้งแรก เราก็ควรจะทักทายและยกมือไหว้ซึ่งกันและกัน เป็นมารยาทที่ทำได้ทันที ไม่ต้องเขินหากจะมีใครมอง หรือตอนรอช่วงสัมภาษณ์อาจจะเจอผู้สัมภาษณ์คนอื่น เราก็สามารถทักทายกันและกันได้ และเวลาทำอะไรควรจะให้เกียรติซึ่งกันและกัน รวมถึงมีน้ำใจให้กัน เป็นต้น บางทีช่วงระหว่างรอสัมภาษณ์ บางโรงงานจะมีเจ้าหน้าที่แอบดูพฤติกรรมของผู้รอสัมภาษณ์ด้วยก็ได้